7 ข้อน่ารู้ เลือกประกันชีวิตที่ใช่สำหรับมือใหม่

         การทำประกันเป็นเครื่องมือวางแผนการเงินที่จะช่วยให้เราและครอบครัวมีความมั่นคงและลดความเสี่ยงกับเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคต  ในบทความนี้จะช่วยให้เข้าใจพื้นฐานและข้อควรพิจารณาก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันชีวิตทุกประเภทเลยค่ะ

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันชีวิต

      ประกันชีวิตเป็นการคุ้มครองทางการเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ ในกรณีที่ผู้เอาประกัน (ผู้ทำประกัน) เสียชีวิต  การทำประกันชีวิตจึงเป็นการวางแผนการเงินสำหรับครอบครัวหรือตัวคุณเองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด และยังเป็นเครื่องมือในการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ การศึกษาบุตร หรือการออมทรัพย์ในระยะยาวได้ด้วยค่ะ

ในบริบทของประกันชีวิตหรือประกันภัยทั่วไป 

ผู้เอาประกัน (Policyholder):

    • คือบุคคลหรือองค์กรที่ซื้อประกันภัย และเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยนั้นค่ะ

ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary):

    • คือบุคคลหรือองค์กรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากประกันภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น การเสียชีวิตของผู้เอาประกัน
    • ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินหรือสิทธิประโยชน์ตามที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น เงินชดเชย เงินประกัน หรือผลประโยชน์อื่น ๆ

2. ประเภทของประกันชีวิต

ประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก มีหลายประเภทค่ะ

  • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา/จำกัดระยะเวลา (Term Life Insurance)

    ให้ความคุ้มครองในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี เป็นต้น ค่าเบี้ยประกันจะค่อนข้างต่ำ เนื่องจากไม่มีการสะสมมูลค่าเลย ถ้าไม่มีการเสียชีวิตก็จะไม่มีการจ่ายเงินคุ้มครอง และไม่ได้เงินคืนใดๆเมื่อครบกำหนดสัญญาตามแบบประกัน
    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ในช่วงที่มีหนี้สินหรือภาระทางการเงินสูง

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

    เน้นให้ความคุ้มครองตลอดชีวิตโดยผู้รับประกัน (บริษัทประกัน) อาจจะกำหนดสัญญาระยะยาวไว้ที่อายุ 90 หรือ 99 ปี ค่าเบี้ยประกันจะสูงกว่าแบบชั่วระยะเวลา เพราะมีการสะสมมูลค่า ซึ่งสามารถกู้ยืมออกมาได้ในอนาคต และเมื่อครบกำหนดตามสัญญาก็จะได้รับเงินคืนตามทุนประกันที่ทำไว้ค่ะ
    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างมรดกให้แก่ครอบครัว  และมีมูลค่าสะสมไว้ใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ด้วยค่ะ

  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

    เป็นการรวมกันระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ โดยจะได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา หรือเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเช่นกัน (หรืออาจจะได้รับเงินคืนทุกปีก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับแบบประกัน) แต่เบี้ยประกันเริ่มต้นจะสูงกว่าแบบตลอดชีพ เพราะเน้นไปทางออมทรัพย์มากกว่าและการันตีผลตอบแทนตามแบบประกัน
    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมเงินเพื่อเป้าหมายเฉพาะ เช่น ค่าเรียนลูก หรือการแต่งงาน เป็นต้น และใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (ลดหย่อนภาษี) ได้ด้วยค่ะ 

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)

    เป็นการประกันที่ให้เงินคืนเป็นงวดๆ มักกำหนดเงินคืนเป็นรายปี  เปรียบเสมือนการมีรายได้ (ที่ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ) ในช่วงหลังเกษียณอายุ โดยผู้เอาประกันจะชำระเบี้ยประกันในช่วงวัยทำงานและเริ่มรับเงินบำนาญเมื่อเกษียณแล้วค่ะ
    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินในช่วงหลังเกษียณ และนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (ลดหย่อนภาษี) ได้เช่นกันค่ะ 

  • ประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ (Unit-linked Insurance)

     เป็นการผสมระหว่างความคุ้มครองชีวิตและการลงทุน โดยเบี้ยประกันบางส่วนจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ซึ่งจะไม่เหมือนแบบประกันประเภทอื่นที่กล่าวมา เพราะแบบยูนิตลิงค์จะไม่การันตีผลตอบแทนที่ผู้เอาประกันจะได้รับค่ะ
    เหมาะสำหรับผู้ที่เข้าใจเรื่องกองทุนรวม และยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ค่ะ

นอกจากประเภทของประกันชีวิตหลักที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ยังมีประกันที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆ โดยสามารถนำมาแนบกับประกันชีวิตสัญญาหลักรวมไว้ในเล่มเดียวกันได้ค่ะ เช่น  ประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล  ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงที่จ่ายเงินก้อน  ประกันคุ้มครองรายได้เป็นเงินชดเชยรายวันเมื่อนอนโรงพยาบาล  เป็นต้น

เลือกประเภทประกันชีวิต ควรพิจารณาจากเป้าหมายทางการเงินและความต้องการของเรา

  1. เป้าหมายทางการเงิน: เช่น การคุ้มครองในช่วงเวลาที่มีภาระหนี้สินสูง การออมเพื่อการศึกษา หรือการสร้างมรดก
  2. งบประมาณ: เลือกประเภทที่เหมาะสมกับงบประมาณโดยไม่ทำให้เดือดร้อนทางการเงิน
  3. ความเสี่ยง: พิจารณาว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มั้ย ถ้าต้องการซื้อประกันแบบยูนิตลิงค์

3. ประเมินความต้องการและงบประมาณ

           ประเมินความต้องการของเราและครอบครัว ลองพิจารณาว่าในกรณีที่เกิดเหตุร้ายขึ้น ครอบครัวจำเป็นต้องมีเงินจำนวนเท่าใดเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง (ใช้ตั้งหลักได้) หรือ อาจจะเป็นความต้องการวางแผนเกษียณเพื่อใช้ดูแลตัวเอง เช่น

  • ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน : ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น  ค่าน้ำ-ไฟ
  • การศึกษา : ค่าเล่าเรียนของลูก
  • หนี้สิน : เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ
  • การเกษียณ : เงินที่ต้องการใช้ในชีวิตหลังเกษียณ ไม่ได้ทำงานแล้ว

จากนั้น ตั้งงบประมาณสำหรับค่าเบี้ยประกันที่สามารถจ่ายได้โดยไม่ทำให้เราเดือดร้อน คำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและอนาคต

4. เปรียบเทียบและเลือกบริษัทประกัน

หาข้อมูลและเปรียบเทียบบริษัทประกันต่าง ๆ เลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ และมีบริการตามที่ต้องการได้ อาจจะพิจารณาถึง

  • ความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
  • บริการหลังการขาย เช่น การให้คำปรึกษา การติดต่อประสานงานต่างๆ เป็นต้น

5. อย่าลืมอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ

ควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ของความคุ้มครองในแต่ละประเภทของประกัน เช่น

  • ข้อกำหนดและเงื่อนไข รายละเอียดเกี่ยวกับความคุ้มครองและข้อยกเว้นทั่วไป
  • ระยะเวลารอคอย เช่น ประกันสุขภาพที่มีระยะเวลารอคอย 30 วัน (สำหรับโรคทั่วไป) โดยนับจากวันที่เริ่มคุ้มครองตามสัญญา(กรมธรรม์)

ซึ่งส่วนใหญ่รายละเอียดเรื่องข้อกำหนด เงื่อนไข และข้อยกเว้นในสัญญาของแต่ละบริษัทประกันจะคล้ายๆ กันค่ะ เพราะบริษัทต้องเฉลี่ยภัยและความเสี่ยงจากข้อมูลของประชาชนคนไทยเหมือนกัน และอิงตามหลักเกณฑ์กฎหมายในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของตัวเรา จึงควรอ่านรายละเอียดในสัญญาอย่างถี่ถ้วน และหาคำตอบหากมีข้อสงสัยใดๆ ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันนะคะ

6. ติดตามและปรับปรุงกรมธรรม์

การทำประกันชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบเลย  เราควรตรวจสอบและปรับปรุงกรมธรรม์ตามการเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่น

  • การแต่งงาน เพิ่มความคุ้มครองสำหรับคู่สมรส
  • การมีลูก เพิ่มความคุ้มครองสำหรับลูก
  • การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน หากมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ควรปรับเบี้ยประกันให้เหมาะสม
  • การเกษียณอายุ ตรวจสอบและปรับความคุ้มครองให้สอดคล้องกับการวางแผนเกษียณ

7. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า

           การใช้เบี้ยประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้มีรายได้สามารถลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย  โดยการซื้อประกันชีวิตที่มีระยะเวลาความคุ้มครองและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดจะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ค่ะ   การทำประกันชีวิตจึงเกี่ยวข้องกับการวางแผนภาษีได้อีกทาง และยังเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนการเงินด้วยนั่นเอง ดังนั้นอย่าลืมทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่นะคะ

คำแนะนำจากตัวแทน

  • เริ่มต้นด้วยเบี้ยประกันที่เหมาะสม

ถ้าเลือกทำประกันที่ได้รับผลประโยชน์สูง แน่นอนว่าต้องดีอยู่แล้วค่ะ แต่จะตามมาด้วยการจ่ายเบี้ยประกันสูงตามเช่นกัน ดังนั้นการวางแผนการเงินและสภาพคล่องของตัวเราเองก็สำคัญ  ควรเลือกเบี้ยประกันที่สามารถจ่ายได้อย่างสม่ำเสมอและไม่ทำให้เดือดร้อนเรื่องเงิน เพราะสุดท้ายหากจ่ายเบี้ยไม่ครบตามสัญญา อาจจะทำให้เสียผลประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะถ้าแบบประกันนั้นเป็นประเภทสะสมทรัพย์ด้วยค่ะ

  • ปรึกษาตัวแทน

 การพูดคุยและปรึกษากับผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องประกันหรือตัวแทนมืออาชีพเพื่อช่วยแนะนำข้อมูลให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจขึ้นค่ะ